Health 5 Choice

ครีมกันแดด

BuyingGuide ครีมกันแดด

ลักษณะและประโยชน์ในการใช้งาน

ครีมกันแดด (Sun screen) คือผู้ช่วยสำคัญในการพิทักษ์ผิวเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดด โดยในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์กันแดดออกมาในลักษณะหลากหลายแบบ เพื่อตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ และยังมีแยกบริเวณที่ใช้ย่อยไปอีก เพราะแสงแดดนั้นสามารถทำร้ายผิวหนังของเราได้ทั้งตัว และก่อให้เกิดปัญหาความเสื่อมของผิว อีกทั้งยังนำไปสู่มะเร็งผิวหนังบางประเภทได้ด้วย ดังนั้นการทาครีมกันแดดบนผิวโดยตรง จึงเป็นสิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้เลย รวมไปจนถึงการทาครีมกันแดดตช่วงเวลากลางคืน ก็เหมาะสมสำหรับบางคนเช่นกัน กล่าวได้ว่าครีมกันแดดไม่เพียงช่วยปกป้องผิวเพียงช่วงเวลากลางวันอีกต่อไปแล้ว ทุกครั้งที่คุณจะเลือกซื้อครีมกันแดด จึงเป็นหนึ่งในเครื่องสำอางที่สามารถใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่า ซึ่งควรพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ร่วมด้วย

 

ข้อมูลที่ควรเตรียมก่อนการเลือกซื้อ

1. สภาพผิว
การเลือกผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่เหมาะสมต่อตัวเองนั้น ควรพิจารณาจากสภาพผิวเป็นหลัก โดยทั่วไปแล้ว สามารถแบ่งออกเป็นประเภทได้ ดังนี้
  • ผิวธรรมดา : ถือเป็นผิวที่มีความสมดุลมากที่สุดเมื่อเทียบกับสภาพผิวประเภทอื่น ๆ ดังนั้นจึงสามารถใช้เนื้อผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดต่าง ๆ ได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ค่อยจำกัด ไม่ว่าจะแบบ ครีม โลชั่น สเปรย์ เจล หรือแบบแท่ง ก็ได้
  • ผิวมัน : มีปัญหาในเรื่องผิวขับน้ำมันออกมามากเกินปกติ จนดูมันตลอดเวลา ดังนั้นควรเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีเบสเป็นน้ำ หลีกเลี่ยงเบสน้ำมันและเบสซิลิโคน
  • ผิวแห้ง : เกิดจากผิวสูญเสียความชุ่มชื้น ขาดกรดไขมันที่จำเป็นต่อชั้นผิว ควรเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดที่ไม่ควบคุมความมัน เติมความชุ่มชื้นในตัว
  • ผิวผสม : ผิวประเภทนี้มักจะมีความมันเฉพาะจุด โดยเฉพาะบริเวณ T-zone และอาจมีปัญหาเรื่องผิวแห้งในบริเวณ U-zone ดังนั้นควรเลือกใช้ผลิดภัณฑ์คล้ายกับผิวมัน แต่ถ้าผิวผสมค่อนมาทางแห้ง ก็เลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดแบบผิวแห้งหรือผิวธรรมดาได้
2. พิจารณาความบอบบางของผิว
ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถใช้ผลิตภัณฑ์บนผิวหน้าได้ แม้จะรู้สภาพผิวแล้ว ก็ควรพิจารณาปัญหาผิวของคุณประกอบกัน เพื่อชั่งน้ำหนักดูว่าแบบไหนมีความเหมาะสม
  • ผิวลอก : ผิวหนังของคุณมีการผลัดลอกเองตลอดเวลา อาจเกิดจากการแพ้ โรคผิวหนัง หรืออากาศ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่มีค่าการป้องกันแสงแดดสูงกว่าปกติที่เคยซื้อใช้ ถ้าเลี่ยงแดดได้ก็เลี่ยงไปเลยดีที่สุด
  • ผิวแพ้ง่าย : หากคุณมีปัญหาผิวแบบนี้ ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการคัน หรือแดง จากครีมกันแดดง่ายมาก ลองใช้พวกผลิตภัณฑ์แบบเบสน้ำ ที่มีเนื้อเจล โลชั่น เป็นต้น
  • เป็นสิว : ก็จำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดเช่นกัน โดยใช้หลักการคล้ายกับผิวแพ้ง่าย หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่เขียนว่า Non-comedogenic เป็นต้น
3. บริเวณที่จะใช้
ผลิตภัณฑ์กันแดดนั้นแบ่งบริเวณที่ใช้ทาออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้
  • ครีมกันแดดสำหรับผิวหน้า : ครีมกันแดดผิวหน้าโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีประสิทธิภาพในการซึมซาบที่ดีกว่า บางอันให้ผลในด้าน Cosmetic ด้วย อีกทั้งมักมีการเคลมเรื่องผิวแพ้ง่ายเป็นจุดขาย เนื่องจากผิวหน้ามักจะเกิดสิวได้ง่ายกว่าผิวตัว ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ครีมกันแดดตัวมาทาหน้า เว้นแต่ผิตภัณฑ์ชิ้นนั้นจะเขียนไว้ว่า Face and body
  • ครีมกันแดดสำหรับผิวตัว : ครีมกันแดดสำหรับผิวตัวมักเริ่มที่ค่าป้องกันแสงแดดค่อนข้างสูง ซึ่งเหมาะกับทั้งร่างกายที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง ดังนั้นการนำครีมกันแดดผิวหน้ามาใช้แทนในบางกรณีอาจให้ค่าการป้องกันที่ไม่เพียงพอ ไม่ติดทนนานอย่างที่ควรจะเป็น เป็นต้น
4. ใครใช้
โดยหลักแล้วแบ่งออกตามช่วงวัย ดังนี้
  • ครีมกันแดดสำหรับเด็ก : มักมีส่วนผสมที่หลีกเหลี่ยงการก่อให้เกิดการแพ้ทุกกรณี ซึ่งผู้ใหญ่ที่มีผิวแพ้ง่ายก็สามารถใช้ได้ด้วย
  • ครีมกันแดดสำหรับผู้ใหญ่ : มักมีส่วนผสมให้เลือกหลากหลาย ทำให้สามารถให้เลือกประเภทครีมกันแดดที่ตตรงความต้องการของผิวอย่างแท้จริง

 

คุณสมบัติที่ควรสอบถามจากผู้ขาย

1. ประเภทของครีมกันแดด
  • Chemical sunscreen : ประกอบด้วยสารประกอบอินทรีย์ (คาร์บอน) เช่น Oxybenzone, Octinoxate, Octisalate และ Avobenzone ซึ่งสร้างปฏิกิริยาทางเคมีและทำงานโดยการเปลี่ยนรังสี UV ในความร้อน แล้วปล่อยความร้อนออกจากผิว ควรทาผิวก่อนออกแดด
  • Physical sunscreen : มีส่วนผสมของแร่ธาตุ เช่น Titanium dioxide หรือ Zinc oxide ทำงานโดยกระจายรังสี UV ออกจากผิวหนัง ป้องกันรังสี UVA และ UVB ได้ทันทีที่ใช้
2. ประเภทเนื้อผลิตภัณฑ์
  • ครีม : ครีมกันแดดให้สัมผัสที่ดี อีกทั้งยังสามารถเกลี่ยบนผิวหน้าได้ง่าย สามารถใช้ได้ทุกสภาพผิว โดยเฉพาะกับผิวแห้ง
  • เจล : กันแดดเนื้อเจลให้สัมผัสผิวที่เบา อาจเป็นเจลข้น หรือเจลเหลวแตกต่างกันไป เหมาะกับทุกสภาพผิว
  • โลชั่น : กันแดดเนื้อโลชั่ซึมซาบลงสู่ผิวได้ดี ไม่เหนอะหนะ ดังนั้นจึงเหมาะกับผิวธรรมดา ผิวมัน หรือผิวผสม
  • สเปรย์ : ส่วนใหญ่ผลิตภัณฑ์กันแดดแบบสเปรย์มักจะใช้กับกันแดดตัว เนื่องจากสะดวกต่อการใช้งาน พ่นได้ทั่วร่างกายโดยไม่ต้องเสียเวลานวดให้ครีมซึม และเหมาะกับวันที่คุณต้องทาครีมกันแดดซ้ำ แค่พ่นทับลงไปได้เลย
  • แท่ง : อีกหนึ่งประเภทของกันแดดที่ทำขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้ เหมาะกับทุกสภาพผิว ไม่เลอะเทอะเวลานำออกไปใช้นอกบ้าน เพียงแค่ถูลงบนผิวบริเวณที่ต้องการ
3. การอ่านค่าต่าง ๆ
  • Broad spectrum protection : คือค่าการป้องกันรังสี โดยครีมกันแดดต้องสามารถป้องกันทั้ง UVA ที่สามารถก่อให้เกิดริ้วรอยและมะเร็ง รวมถึง UVB ที่สามารถก่อให้เกิดอาการผิวไหม้และมะเร็ง ด้วย
  • Sun protection factor (SPF) : คือระดับของการป้องกันแดดให้กับรังสี UVB ยิ่งมีความสูงเท่าไรยิ่งกรองแสงได้มากขึ้น เช่น SPF 15 สามารถกรอง UVB ได้ประมาณ 93%, SPF 30 จะกรองประมาณ 97%, SPF 50 ประมาณ 98% และ SPF 100 ประมาณ 99% ไม่มีครีมกันแดดที่สามารถปกป้องแสงแดดได้อย่างสมบูรณ์
  • Water resistant : คือการกันน้ำตั้งแต่ 40-90 นาที โดยทั่วไปแล้วครีมกันแดดจะไม่กันน้ำโดยสิ้นเชิง ดังนั้นจึงไม่มีผลิตภัณ์ที่ระบุว่า Waterproof เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้ทาครีมกันแดดใหม่ทุกๆ 2 ชั่วโมง และบ่อยครั้งมากขึ้น หากคุณกำลังว่ายน้ำหรือเหงื่อออก เป็นต้น
4. ใช้ในสถานการณ์แบบไหน
แดดแต่ละแบบไม่เหมือนกัน ดังนั้นผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดก็จะมีความเข้มข้นของสารประกอบต่างกันไป ดังนี้
  • กลางวันในร่ม : ในชีวิตประจำวัน เช่น การไปและกลับจากที่ทำงาน ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อย 15-20
  • กลางวันกลางแจ้ง : หากงานที่ทำคุณอาจต้องออกแดดบ้าง เดินทางไปพบลูกค้า หลัก ๆ คือเผชิญแสงแดดในเมือง ครีมกันแดดที่ใช้ควรมีค่า SPF 30
  • กลางวันแดดทะเล : แดดและน้ำทะเลสามารถทำร้ายผิวได้อย่างล้ำลึก ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 และทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง

กลางคืนแสงไฟฟ้า : กลางคืนก็สามารถรับ UV จากหลอดไฟฟ้าซึ่งทำร้ายผิวได้เช่นกัน ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 8-15

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

ข้อควรระวังและหมายเหตุเพิ่มเติม
  • ค่า SPF สูงมากใช่ว่าจะดี 
    อย่างที่แจ้งไปในข้างต้นว่า ครีมกันแดด SPF 15 สามารถกรอง UVB ได้ประมาณ 93%, SPF 30 จะกรองประมาณ 97%, SPF 50 ประมาณ 98% และ SPF 100 ประมาณ 99% ไม่มีครีมกันแดดที่สามารถปกป้องแสงแดดได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นการเลือกครีมที่มีการเคลมค่า SPF สูง ๆ อย่าง 80 หรือ 90 นอกจากจะไม่ให้ประสิทธิภาพการกันแดดที่ดีขึ้นแล้ว ยังสามารถก่อให้เกิดการอุดตัน แพ้ และไม่สบายผิวหนังได้ด้วย
  • วันหมดอายุ 
    ครีมกันแดดก็เหมือนเครื่องสำอางประเภทอื่นทั่วไป คือ มีวันหมดอายุ ดังนั้นมองหาตัวย่อ EXP. เสมอ หรือหากไม่มี ก็ให้ดูที่สัญลักษณ์ 6M, 8M เป็นต้น หมายถึง ครีมกันแดดนั้นมีอายุการใช้งาน 6 และ 8 เดือนนับจากวันที่เปิดใช้
     

 

ข้อมูลเพิ่มเติม : Product available : Product recommended : Review : Knowledge

บทความที่เกี่ยวข้อง

หม้อทอดไร้น้ำมัน

กองบรรณาธิการ

เก้าอี้นวดไฟฟ้า

กองบรรณาธิการ

เครื่องพ่นละอองยา

กองบรรณาธิการ

รองเท้าวิ่ง

กองบรรณาธิการ

รองเท้าออกกำลังกาย

กองบรรณาธิการ

ชุดโยคะ

กองบรรณาธิการ